Home STARTUPS ธุรกิจประกันมี Pain point อะไร และสตาร์ทอัปจะเข้ามา Disrupt ได้อย่างไร 
ธุรกิจประกันมี Pain point อะไร และสตาร์ทอัปจะเข้ามา Disrupt ได้อย่างไร 

ธุรกิจประกันมี Pain point อะไร และสตาร์ทอัปจะเข้ามา Disrupt ได้อย่างไร 

0

ทุกวันนี้มีไม่กี่ธุรกิจที่ยังไม่ถูก Disrupt และธุรกิจประกันภัยก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งก็อาจจะเป็นผลมาจากการที่คนส่วนมากยังคิดว่าการประกันชีวิตและการประกันสุขภาพไม่ใช่เรื่องใกล้ตัว จึงยังไม่สามารถล้วงแคะแกะเกา Pain point ออกมาทำเป็นโมเดลธุรกิจ InsurTech หรือ Insurance Technology ได้ 

ไม่เหมือนกับธุรกิจการเงินหรือสุขภาพแบบเพียวๆ ที่ในตอนนี้มีสตาร์ทอัปสาย FinTech และ HealthTech จำนวนมากเกิดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค โดยอาศัยช่องว่างที่มองเห็นจากกระบวนการเดิมๆ

แต่เมื่อบริษัท Allianz Ayudhya หันมาจับโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัปสาย InsurTech เป็นเจ้าแรก จึงมีการจัดเซสชั่นขึ้นเพื่อให้สตาร์ทอัปที่ต้องการเข้าร่วมโครงการมองเห็น Pain point เพื่อนำไอเดียไปพัฒนาเป็นธุรกิจจริง เราจึงได้ทราบว่าธุรกิจประกันมีช่องว่างอะไรบ้างจากกระบวนการเดิม ตามมาดูกันเลยดีกว่า

เริ่มกันด้วย Pain point 3 ประการของธุรกิจประกันภัยโดยภาพรวม ไม่เจาะจงว่าเป็นแบรนด์ไหน แต่นี่คือปัญหากระบวนการทำธุรกิจแบบเดิมๆ ของสายประกัน

1. Push & Pull needs

ประกันชีวิตเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคไม่ได้คิดขึ้นมาเองว่าอยากได้และเดินไปช้อปปิ้งหาซื้อด้วยตัวเอง ตรงกันข้าม มันต้องการการผลักดันอย่างสูงจากกลุ่มคนที่เป็นตัวแทนประกัน นั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่า Push Needs เพราะลูกค้าไม่ได้สนใจจะซื้อ แต่ซื้อเพราะรู้จักกับตัวแทน หรือได้รับการติดต่อจากตัวแทน

2. Intermidiary driven business

สืบเนื่องมาจากข้อแรก เมื่อเป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยตัวแทนในการเข้าหาลุกค้า การซื้อประกันจึงตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างตัวแทนกับลูกค้า ไม่ได้อยู่บนความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ไม่แปลกที่ลูกค้าส่วนมากจะซื้อประกันที่ไม่ครอบคลุมความต้องการของตัวเอง

นอกจากนี้ ในยุคที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึงประชากรจำนวนมาก สินค้าหลายอย่างเราสามารถซื้อได้โดยตรงด้วยตัวเอง ดังนั้น ธุรกิจประกันเองก็ควรจะปรับตัว เพื่อทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผ่านช่องทางออนไลน์ที่อยู่ในมือ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับธุรกิจในระยะยาว เพราะ Data ของลูกค้าจะไม่ถูกเก็บไว้กับตัวแทนเพียงอย่างเดียว แต่ธุรกิจก็จะเป็นเจ้าของข้อมูลนั้นได้ และนำมาวิเคราะห์ต่อได้เช่นกัน

3. Low customer touchpoint

โอกาสที่ลูกค้าจะได้เข้ามาสัมผัสกับบริษัทมีน้อยมาก ถ้าไม่ใช่ตอนจ่ายเบี้ยประกันก็อาจจะเป็นตอนที่เคลมประกัน ซึ่งไม่ใช่การเจอกันในทางที่ดีสักเท่าไร ดังนั้น ในฐานะบริษัทประกันก็ควรจะสร้าง Touchpoint ที่ทำให้ลูกค้ามองเห็นแบรนด์ได้ง่ายขึ้น ในทางที่เป็นบวกมากขึ้น

ทั้ง 3 ข้อข้างต้นนี้คือความท้าทายในเชิงระบบของบริษัทประกัน แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะถ้าจะทำให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคจริงๆ ก็ต้องเอาลูกค้าเป็นศูนย์กลาง จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่เรียกว่า “Holistic Healthcare” หรือการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ซึ่งยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

นี่คือสภาพของปัญหาที่จับต้องได้ในปัจจุบัน

เมื่อเราหรือคนใกล้ชิดป่วยเป็นมะเร็ง คำถามที่จะตามมาก็คือ

– จะต้องไปรักษาที่ไหน หมอที่ดูแลเป็นใคร มีทางเลือกอื่นๆ หรือไม่ (Second opinion)

– เมื่อหมออธิบายวิธีการรักษา จะต้องเตรียมค่าใช้จ่ายเท่าไร

– ในกรณีที่ต้องทำคีโม รูปแบบการใช้ชีวิตจะเปลี่ยนไปอย่างไร มีผลข้างเคียงในการรักษาหรือไม่ ต้องใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างไร

– การรักษาในแง่ของจิตใจ เพราะผู้ป่วยมักจะเกิดความวิตกกังวล จะสามารถพูดคุยกับใคร และเรียนรู้ได้จากใคร มีคอมมิวนิตี้เพื่อวัตถุประสงค์นี้หรือไม่

– คนใกล้ชิดที่ต้องดูแลผู้ป่วยมักจะไม่รู้ว่าต้องดูแลอย่างไร อาการหรือสัญญาณของความผิดปกติในร่างกายเป็นอย่างไร และควรปฏิบัติอย่างไร

จะเห็นได้ว่านี่คือข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ไม่เคยมีใครบอกเราอย่างจริงจัง และเป็นข้อมูลที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่าง FinTech, HealthTech และ InsurTech เพื่อสร้างคุณค่าสูงสุดสำหรับผู้บริโภค ตามหลักการที่ว่า “ต้องยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง” 

เมื่อรู้แล้วว่าระบบเดิมๆ มีช่องว่างอะไรบ้าง สิ่งที่สตาร์ทอัปสามารถทำได้คืออะไร

1. Right scene

คือการ Disrupt เพื่อสร้างระบบใหม่ที่นำเสนอประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจต่อระบบเก่า และมองให้เห็นโจทย์ที่แท้จริง

2. Technology

ใช้เทคโนโลยีเป็นศูนย์กลางในการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า เพราะถึงแม้ทุกคนจะรู้จักเทคโนโลยี แต่ความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ยังไม่รวดเร็วพอกับความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค

3. Think beyond insurance

คิดให้มากกว่าเรื่องการประกัน แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็น InsurTech แต่โจทย์ของธุรกิจอย่างหนึ่งก็คือการเข้าไปมีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ดังนั้น จะต้องโฟกัสกับการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า โดยใช้ Data ที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุดร่วมกับ FinTech และ HealthTech

4. Embeded within convenient customer journey 

ประโยชน์อย่างหนึ่งของการเป็นพาร์ทเนอร์กับธุรกิจอื่นๆ รวมไปถึงการจับมือกับ FinTech และ HealthTech ก็คือการสร้าง Costomer Journey ที่ไร้รอยต่อ ทำให้เกิดเป็น Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบ เมื่อธุรกิจสามารถปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้ ผู้บริโภคก็จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่เช่นกัน


ใครที่สนใจธุรกิจในสายนี้ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ http://activator.global/ เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าร่วมได้ฟรี ไม่จำกัด อายุ การศึกษา หรือแม้แต่ขนาดของธุรกิจ มีรางวัลเป็นทุนเริ่มต้นธุรกิจมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท รวมถึงคอร์สบ่มเพาะสตาร์ทอัปสุดเข้มข้นสำหรับทีมที่ผ่านการคัดเลือก พร้อมทั้งประสบการณ์ระดับโลกที่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี

สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ – 15 ธันวาคมนี้ เท่านั้น ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจ Allianz Ayudhya Activator

หมายเหตุ

บทความนี้เป็นการสรุปจากเซสชั่น Insurance Process & Pain Point of Insurance ของคุณ Monica Chee และเซสชั่น Trend of Holistic Healthcare ของคุณ Jatemerin J. จากงานแถลงข่าว Press & Briefing โครงการ Allianz Ayudhya Activator

Cheetah ชีตาห์ มาร์เก็ตติ้ง รวมเรื่องราวการตลาดน่าสนใจ จุดประกายไอเดียธุรกิจเจ๋งๆ และเคล็ดลับความสำเร็จที่จะทำให้คุณก้าวได้เร็วขึ้น!