Home MARKETING 5 เมกะเทรนด์การตลาดดิจิทัลในปี 2018
5 เมกะเทรนด์การตลาดดิจิทัลในปี 2018

5 เมกะเทรนด์การตลาดดิจิทัลในปี 2018

0

อุ่นเครื่องรับปี 2018 กันด้วยบทความขนาดยาวจาก MarketingProf ว่าด้วยเรื่องเมกะเทรนด์สำหรับวงการดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง มีหลายๆ ประเด็นน่าสนใจที่กำลังจะเกิดขึ้น เครื่องไม้เครื่องมือและเทคโนโลยีต่างๆ ทำให้ความเป็นไปได้เหล่านี้ทำให้ปี 2018 เป็นเรื่องน่าตื่นเต้นสำหรับนักการตลาดที่เกาะติดอย่างไม่ลดละ จะมีอะไรบ้าง ตามมาดูกันเลย 

1. Context จะสำคัญกว่า Advertising

Tesla ใช้งบการตลาดกว่าแบรนด์รถอื่นๆ 1 ต่อ 190 แต่ความต้องการรถ Model S ยังคงเพิ่มสูงขึ้น จนทำมาขายไม่ทัน เช่นเดียวกันกับ Airbnb ที่ใช้วิธีการบอกเล่าแบบปากต่อปากบนเว็บ Craiglist จนมีฐานผู้ใช้งานจำนวนมาก

ทั้ง 2 ตัวอย่างคือสิ่งที่ยืนยันว่า Context หรือบริบทในการโฆษณา สำคัญพอๆ กับตัวโฆษณาจริงๆ และเมกะเทรนด์ในปี 2018 มันจะเข้ามาแทนที่การโฆษณาแต่เพียงอย่างเดียว

อย่างที่รู้กันว่าโฆษณาคือการสื่อสารทางเดียว และผู้บริโภคก็ไม่ได้ปลื้มวิธีการสื่อสารแบบนี้มากนัก สถิติบอกว่าผู้บริโภคกว่า 600 ล้านคนยังใช้เทคโนโลยีบล็อกโฆษณา (Ad-blocking) ดังนั้น แบรนด์ควรพิจารณาวิธีการอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากการโฆษณา

อนาคตของการตลาดนับจากนี้จะเป็นเรื่องของ Context หรือบริบทที่ผสมกลมกลืนไปกับชีวิตประจำวัน ในขณะที่การโฆษณา ถูกออกแบบมาให้เราหันหน้าออกไปจากสิ่งที่เรากำลังโฟกัส ณ ขณะนั้น (Distract) แนวคิดเรื่องการสื่อสารด้วย Context จึงถูกนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น

ลองมองกลับไปที่ Airbnb อีกครั้ง สิ่งที่แบรนด์ต้องการจะพูดถูกส่งไปหาผู้ใช้งานใน Craiglist ที่กำลังมองหาห้องเช่า เรียกได้ว่าเป็นการใช้ฟีเจอร์ส่งข้อความในเว็บ Craiglist ให้เป็นประโยชน์กับธุรกิจ และยังช่วยแก้ปัญหาของผู้บริโภคได้จริงๆ ในเวลาที่เขาต้องการ นี่คือตัวอย่างของการโฆษณาที่ผสมกลมกลืนไปกับความสนใจของผู้บริโภคอย่างมีเป้าหมาย

ในตอนนี้ Airbnb แทบจะไม่ต้องพึ่งพาการโฆษณาแล้ว แต่ผู้คนก็ยังใช้บริการอย่างต่อเนื่อง และมีความต้องการมากขึ้นเมื่อสร้างวิธีการโฆษณาที่อิงกับ Context เป็นหลัก คาดกันว่าในปี 2017 ยอดจองของ Airbnb จะเพิ่มสูงสุดที่ 100 ล้านครั้ง โดยมีงบการตลาดอยู่ที่ 23.5 ล้านเหรียญ ถือว่าน้อยมากถ้าเทียบกับโรงแรม Hilton ที่มียอดการเข้าพัก 140 ล้านครั้ง ด้วยงบการตลาด 188 ล้านเหรียญ

นี่คือพลังของ Contextual Marketing ที่จะช่วยผลักดันให้แบรนด์เติบโตในอนาคต

2. Purpose จะกลายเป็นหัวใจของการตลาด

ถ้าไม่ใช่มนุษย์สายแอดเวนเจอร์ อาจจะไม่รู้จักเสื้อสเวตเตอร์ Libre จากแบรนด์ Cotopaxi ซึ่งเป็นรุ่นที่กำลังได้รับความนิยมแบบสุดๆ และต้องยกเครดิตให้กับวิธีทำตลาดสุดอัจฉริยะของ Cotopaxi ที่ทำให้เสื้อสเวตเตอร์รุ่นนี้ทำยอดขายได้มากกว่า 9 แสนเหรียญ ภายในเวลา 30 วัน หลังจากนั้นไม่นาน แบรนด์เดิมก็ทำแบบเดิมกับกระเป๋าแบ็กแพ็ก และก็เป็นอีกครั้งที่มันเวิร์ก

ความลับเบื้องหลังยอดขายถล่มทลาย ไม่ใช่โปรโมชั่น แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่า Purpose หรือเป้าหมายของแบรนด์

นักวิจัยจาก Economist Group เปิดเผยว่า ผู้บริโภค 79% ชื่นชอบการซื้อสินค้าจากบริษัทที่ทำงานบนเป้าหมายบางอย่าง โดยเฉพาะเป้าหมายทางสังคม (Social Purpose)

บทบาทของ Purpose มีความหมายมากกว่าการเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคชื่นชอบ อ้างอิงจากงานวิจัยชิ้นเดียวกัน พนักงานระดับจูเนียร์ 83% ยังอยากทำงานกับบริษัทแบบนี้มากกว่าบริษัททั่วๆ ไป

อาจกล่าวได้ว่าความเป็นไปของตลาดในยุคนี้ เรียกร้องให้แบรนด์ย้อนกลับมาทบทวนตัวเองว่าจะขับเคลื่อนธุรกิจไปพร้อมๆ กับพิทักษ์ผลประโยชน์ของสังคมได้อย่างไร

กลับไปพูดถึงแบรนด์ Cotopaxi ที่กล่าวไว้เมื่อตอนต้นอีกครั้ง

Cotopaxi คิดว่าผลกำไรของบริษัทนั้นรวมไปถึงสวัสดิการและการศึกษาของพนักงาน ตลอดจนพาร์ทเนอร์ที่เป็น Supply chain

ดังนั้น ภารกิจของ Cotopaxi จึงรวมไปถึงการสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีและยั่งยืนให้กับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ จากเกษตรกรไปจนถึงโรงงานผลิตและหน้าร้าน

และเมื่อแนวคิดแบบนี้ถูกนำมาใช้ มันจึงกลายเป็นประสบการณ์จริงแท้ที่ผู้บริโภคมองหา เป็นความแตกต่างเมื่อเทียบกับแบรนด์สินค้าเอาท์ดอร์อื่นๆ

ในวันนี้และวันต่อไป “กำไรทางธุรกิจ” จะไม่ได้หมายถึงตัวธุรกิจแต่เพียงอย่างเดียว แต่จะต้องรวมถึงทุกคนที่เกี่ยวข้อง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ลูกจ้าง ชุมชน และอื่นๆ

ความเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้แบรนด์ต้องพาตัวเองไปข้องเกี่ยวกับโลกในวิถีทางที่มีพลังมากกว่าเดิม กลายเป็นแนวทางใหม่ที่ทำให้ผู้คนสนใจในแบบที่วิธีการอื่นไม่สามารถทำได้

3. งาน PR ไม่ใช่เรื่องของ PR แต่เพียงอย่างเดียว

งาน PR แบบดั้งเดิมคือวิธีทำงานที่องค์กรเป็นผู้ควบคุมเนื้อหาและเรื่องเล่า แต่ในยุคนี้ ผู้คนทั่วไปที่ไม่ใช่ Publisher ก็สามารถควบคุมเรื่องเล่าได้เช่นกัน และการตลาดในโลกอนาคต กลไกของเรื่องเล่าจะถูกควบคุมอย่างมีส่วนร่วมโดยผู้คนจำนวนมาก ไม่ใช่จากแบรนด์หรือ Publisher

อ้างอิงจากผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อปี 2016 เว็บข่าวปลอมยึดครองอันดับสูงสุดจากคีย์เวิร์ด “Election Results” โดยในบทความนั้นอ้างว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับคะแนนสูงสุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับมี Backlink กลับมาเป็นจำนวน 325 ลิงก์ มีคอมเมนต์นับร้อย และถูกแชร์มากกว่า 4.5 แสนครั้งบน Facebook ส่วนเว็บไซต์ที่แสดงผลการเลือกตั้งของ CNN มียอด Backlink กลับมาเพียง 300 ลิงก์ ไม่มีคอมเมนต์ ถูกแชร์เพียง 1 ใน 10 ครั้งเมื่อเทียบกับบทความปลอม

นั่นคือข้อพิสูจน์ว่าการมีส่วนร่วมมีพลังมากกว่า Publisher แต่เพียงอย่างเดียว

PR เป็นเรื่องของการควบคุมเรื่องที่จะเล่า และในโลกยุคใหม่ การสะสม Engagement เป็นกลไกที่จะทำให้เรื่องเล่านั้นๆ ถูกเห็นมากขึ้น ครอบคลุมพื้นที่ที่ต้องการจนกลายเป็นกระแสหลัก

4. การก่อตัวของ Automation 4.0

ถ้าพูดเรื่อง Automation ก่อนหน้านี้ เราจะนึกถึงการใช้ในอีเมล์และเว็บไซต์ของบริษัท โดยมี Marketing Automation เป็นปลายทางในการใช้เทคโนโลยีนี้

แต่ถ้าเป็นเรื่องของวันนี้ State of Marketing กับ Salesforce พบว่า การสร้างประสบการณ์ผู้บริโภคที่สมบูรณ์แบบจะต้องอาศัยการทำงานร่วมกันแบบ Integration และ Automation ระหว่างช่องทาง ชุดข้อมูล และแอพพลิเคชั่นต่างๆ

เมื่อเราอยู่ในยุค Automation 2.0 ซึ่งเป็นยุคที่แพลตฟอร์ม Marketing Automation เป็นเพียง Hub ที่จะเชื่อมต่อกับเน็ตเวิร์กของ Automation อีกหลายๆ ตัว

Brendon Ritz ผู้ดูแลฝ่ายปฏิบัติการของ AdRoll อธิบายว่า บริษัทด้านเทคโนโลยีการตลาดใช้เครื่องมือหลากหลายประเภทเพื่อเข้าถึงข้อมูลรายบุคคลและข้อมูลในเชิงพฤติกรรม บวกกับแอพพลิเคชั่นอีกหลายเลเยอร์ในการประมวลผล ทำให้เกิดภาพรวมของประสบการณ์ในการใช้งานเว็บไซต์ข้ามแพลตฟอร์มไปยังแอพพลิเคชั่น  ความซับซ้อนของมันทำให้ Marketing Automation ในช่วงก่อนหน้านี้กลายเป็นเรื่องที่ดูเรียบง่ายไปเลยทีเดียว และ Marketing Automation ไม่ใช่ระบบประมวลผลตรงกลางอีกต่อไปแล้ว

และด้วยความซับซ้อนทั้งหมดที่ว่ามา AdRoll ช่วยให้ทีมเซลล์จัดการนัดหมายกับลูกค้าได้มากขึ้นถึง 30%

Experiences, not messages, are the future of marketing, and growth hacking is the discipline of using data and testing to create optimal experiences.

ถึงตอนนี้ทุกคนคงรู้แล้วว่า อนาคตของการตลาดคือสิ่งที่เรียกว่า “ประสบการณ์” ไม่ใช่เนื้อหาที่แบรนด์ต้องการจะพูด และการจะเติบโตอย่างรวดเร็วได้ก็ต้องใช้ Data ทดลองสร้างประสบการณ์ในรูปแบบต่างๆ กันออกไป

5. Chatbot

ย้อนกลับไปในปี 2015 ผู้บริโภคใช้แอพแชทมากกว่าโซเชียลมีเดีย และในปี 2017 จากการศึกษาของ Myclever พบว่า ผู้บริโภคมากกว่า 70% ชอบการติดต่อกับแบรนด์ผ่านแชทมากกว่าที่จะใช้แอพ

สำหรับในปี 2018 นี่คือปีที่ธุรกิจจะต้องจับแชทบอทให้ได้ เพราะผลจากงานวิจัยชิ้นเดียวกันระบุว่า ผู้บริโภคสนใจแชทบอท เพราะเชื่อว่ามันจะเป็นวิธีในการรับคอนเทนต์ ความช่วยเหลือ และคำตอบ ได้อย่างรวดเร็วในเวลาที่ต้องการ

ยกตัวอย่างกรณีของ AdRoll ที่ทำให้ทีมเซลล์มีโอกาสโทรหาลูกค้าคุณภาพเพิ่มมากขึ้นถึง 13% ซึ่งมากกว่าครึ่งของการนัดหมายกับลูกค้าจะถูกทำผ่านแชทบอท

รวมทั้ง Jay Baer ที่ปรึกษาทางการตลาดและนักเขียนระดับ Best Seller ที่เริ่มใช้แชทบอทพูดคุยกับผู้อ่าน

เปรียบเทียบกับยอด Engagement จากอีเมล์ Jay กับทีมงานบอกว่า แชทบอทมี open rate มากกว่า 10 เท่า และมียอดคลิกเข้าไปอ่านมากกว่าถึง 5 เท่า (CTR)

เมื่อเรากำลังจะเข้าสู่ปี 2018 และปีต่อๆ ไป สิ่งสำคัญก็คือต้องโฟกัสกับบริบท หรือ Context โดยที่การทำการตลาดในยุคนี้จะต้องใช้เครื่องมือจำนวนมากทำงานร่วมกันข้ามแพลตฟอร์ม และสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละช่องทาง แบรนด์สามารถตัดแต่งวิธีสื่อสารให้เข้ากับผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม และแต่ละคนแบบรายตัว ซึ่งแบรนด์ที่สามารถสร้างประสบการณ์ให้สอดคล้องกับ Purpose ของแบรนด์จะประสบความสำเร็จได้

 

Cheetah ชีตาห์ มาร์เก็ตติ้ง รวมเรื่องราวการตลาดน่าสนใจ จุดประกายไอเดียธุรกิจเจ๋งๆ และเคล็ดลับความสำเร็จที่จะทำให้คุณก้าวได้เร็วขึ้น!